บทความเรื่องนี้
เขียนขึ้นมา เพื่อแสดงว่าผู้เขียน (ปัญญาอ่อน) มีความคิดดีๆ แค่ไหน ;]]
เพื่อแสดงออก ถึงความรู้สึกที่มีต่อใครหลายคน
เพื่อบอกว่า พวกเราไม่เดียวดาย
และเพื่อบันเทิง (ถ้าอ่านแล้วสนุกน่นะ) ^^+
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.

บลูรีเมอร์

 

นานมาแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น โลกกลับพองโตมากไปกว่าเดิม แผ่นดินมากมายแตกแยกออกจากกันและกระจายไปทั่วจนกลายเป็นประเทศเล็กๆ ที่แยกตัวออกจากกัน บางแผ่นดินก็เรียกเป็นหมู่เกาะ บางแผ่นดินก็เรียกว่าเป็นดินแดน ผืนน้ำเข้าครอบงำกลายเป็นเส้นทางการเดินเรือมากมาย ในการแบ่งแยกนี้ได้แบ่งแยกตามหมู่ทะเลที่ตั้งของเกาะหรือดินแดนของตน เราจะมาเริ่มต้นกันที่ บลูรีเมอร์

บลูรีเมอร์ เป็นเขตทะเลซึ่งมีดินแดนมากมายกระจายกันอยู่จนทั่วกว่า 20 ดินแดน ดินแดนแรกที่เป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวก็คือ ปราโคเชียร์ ดินแดนเศรษฐกิจแห่งหนึ่งซึ่งส่งออกสินค้าป่าและสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย จุดเริ่มต้นของการเดินทาง (บ้าบอๆ) เกิดขึ้นที่นี่

“ไม่เอาอ่าแม่ ผมไม่อยากเป็นพ่อค้านี่นา” นั่นคือเจ้าตัวปัญหาเองแหละ อาตี๋ ลูกหลานตระกูลของคนจีน

“แล้วถ้าอาตี๋ไม่เป็นพ่อค้าแล้วลื้อจะเป็นอะไรอ่า”

“ไม่รู้ครับแม่ รู้แต่ไม่อยากเป็น” ยังเถียงไม่หยุด - -

“ไม่รู้แหละอาตี๋ ลื้อต้องเป็นพ่อค้าให้อั๊ว”

อาก๋งยังคงยืนยันคำเดิม ส่วนเจ้าตัวก็ยังคงทำหน้าเบ้บอกบุญไม่รับอยู่ดี แหงล่ะ ก็หมอนี่ไม่ชอบอาชีพบริการอะไรแบบนั้นนี่นา

“ผมจะออกเดินทาง”

“ว่าไงนะ” ทั้งครอบครัวตะโกนพร้อมกันจนน่าตกใจ

-*-“ อะไรกันนักหนาเนี่ย

“ผมจะไปจากที่นี่ ในฐานะจอมเวท” ยังคงยืนยันคำเดิม

“ลื้อจะบ้าไปแล้วเหรออาตี๋ การเป็นจอมเวทมันเหนื่อยนะลูกเอ๊ย” เตี่ยยังคงเกลี้ยกล่อม

“ไม่ครับ ผมลา”

“...”

ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไร อาตี๋เดินออกมาจากบ้านมุ่งตรงไปยังสำนักจอมเวทที่ซึ่งมีท่านผู้เฒ่าจอมเวทอยู่ที่นั่น อาตี๋ได้ทำสัญญากับท่านผู้เฒ่าอย่างเป็นทางการในการเป็นจอมเวทฝึกหัด ท่านผู้เฒ่าจึงได้มอบม้วนกระดาษให้กับอาตี๋ไปหนึ่งม้วน และไอ้กระดาษม้วนๆ นี่แหละที่เค้าเรียกกันว่า *สกิล

*สกิล คือ ทักษะพิเศษที่ใช้ในการดำรงชีวิตในโลกใบใหม่ใบนี้

“เปิดมันหลังจากที่ออกจากปาโคเชียร์นะ”

“ครับ”

อาตี๋รับคำพร้อมกับเดินกลับบ้านพลางยิ้มหน้าบานกลับไป แต่ว่าเมื่อมาถึงบ้านก็พบว่าเหล่าบรรดาญาติๆ ต่างพากันทำหน้ายักษ์ใส่เขาเหมือนกับจะฆ่าจะแกงกัน

“อะไรครับเนี่ย”

“ไม่ได้ ลื้อจะออกเดินทางไม่ได้เด็ดขาด” อาม่ายังคงห้ามอยู่

“ทำไมล่ะอาม่า...”

ถามเสียงเครียดพลางมองหน้าทุกคนในครอบครัว เริ่มตั้งแต่อาก๋ง อาม่า อาหม๋วยใหญ่ไปจนครบสิ้นสุดอยู่ที่ตัวของอาตี๋เอง

“ก็ลื้อยังไม่ได้เก็บของเลยนี่นา จาออกเดินทางได้ยังงาย” อาก๋งเอ่ย

“ฮ่าๆ ขอบคุณครับก๋ง”

ดีใจกระโดดกอดก๋งจนก๋งเซพลางรีบวิ่งขึ้นไปเก็บของบนห้อง อาตี๋หมายจะออกเดินทางโดยขอติดเรือสำเภาส่งของไปลงที่ชาโลเปียร์ เมืองเศรษฐกิจแห่งจอมเวทที่เรือสำเภาต้องไปส่งของ

อาตี๋รีบยัดของลงไปใน *กระเป๋าบิ๊กแบ็ก เป็นจำนวนมาก กระเป๋าของเขาก็เป็นสินค้าเวทมนตร์ที่อาก๋งเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด มันสามารถบรรจุของได้มากกว่าหนึ่งพันชนิด ขอย้ำนะว่านับเป็นชนิด ไม่ใช่ชิ้นน่ะ เครื่องใช้ชนิดเดียวกันใส่ไปสามชิ้นก็นับเป็นชนิดเดียวอยู่ดี พื้นที่ว่างจึงมีมากพอที่จะขนบ้านทั้งหลังใส่ลงไปด้วยได้เลยทีเดียว

*กระเป๋าบิ๊กแบ็ก คือ ไอเทมชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถเก็บของได้หนึ่งพันชนิด ถึงของจะมีหลายชิ้นถ้านับเป็นชนิดเดียวกัน พื้นที่ในกระเป๋าก็นับเป็นหนึ่งชิ้น เหมาะสำหรับอาชีพค้าขาย

“ผมไปก่อนนะครับ”

“โชคดีอาตี๋” ทุกคนอวยพร

ดินแดนธรรมดาๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่นักถูกอาตี๋มองดูปราดเดียวก่อนที่เขาจะขึ้นไปนั่งรออยู่บนเรือสำเภา อาตี๋พบว่าไม่ได้มีแค่เขาเพียงคนเดียวที่อยากจะออกเดินทางไปนู่นมานี่ แต่เมื่อเขาออกจากบ้านมาแล้ว เขาก็จำเป็นต้องหาเงินใช้เอง ตระกูลของเขาเป็นคนจีนก็จริง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะสามารถขนสมบัติของตระกูลออกมาด้วยได้

“คนครบแล้ว ออกเรือได้”

สายสมสบายพัดกระทบร่างของอาตี๋ เขานั่งหลับตาอย่างสบายใจ ก่อนที่จะเผลอหลับไปดื้อๆ เพราะนี่ก็หกโมงเย็นเข้าไปแล้ว กว่าจะรู้ตัวอีกที่ก็ตอนที่ ...

“เห้ย !! ตื่นๆ”

“...”

แต่ผมก็ยังคงหลับตาสนิท ไม่อยากจะลืนตาตื่นขึ้นมา แต่ว่าทำไมผมถึงรู้สึกเมื่อยๆ แบบนี้นะเหมือนกับว่าถูกมัดไว้ยังไงไม่รู้

“เห้ย !! เขาบอกให้เอ็งตื่นไง”

“...”

เสียงคุ้นๆ ว่ะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ...เมื่อคิดดังนั้นผมจึงลืนตาขึ้นก็พบกับใบหน้าของคนรู้จักคนนึงอยู่ใกล้ๆ

“เห้ย !! ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำไมวะ”

“- * -“ นี่แหละใบหน้าของมันตอนฟังผมพูด

“เห้ย”

และนั่นแหละเสียงของผม ตอนนี้ผู้คนบนเรือสำเภาถูกจับมามัดไว้ที่เสากระโดงเรือหมดทุกคนรวมทั้งผมด้วย ผมมองไปจนทั่วก็พบว่าตอนนี้พวกเรากำลังถูกพวกโจรสลัดปล้นอยู่ ทำไมตรูซวยแบบนี้วะ ...คิดแล้วก็เหงื่อตก

“เร็วเข้า รีบขนของไป”

เสียงของโจรสลัดคนหนึ่งเอ่ยพลางพวกลูกน้องของมันก็กำลังขนลังผ้าไหมและลังเสบียงมากมายไปที่เรือหลัก และ ...

“เอาพวกผู้หญิงไปด้วยดีกว่า เผื่อคืนนี้จะได้ไม่นอนเหงาคนเดียว ฮ่าๆ”

กรี๊ดดดดด !!!

- - ยังจะห่วงเรื่องนอนเหงาอีกอ่าเนอะคนเรา ...ผมคิดนะ ไม่กล้าพูดหรอก เพราะกลัวอ่า แงๆ

“เอ็งพอจะมีมีดมั้ย เขาจะได้ตัดเชือก”

“เอ๊ะ” เสียงของคนรู้จักทำให้ผมได้สติกลับมาจากอาการแตกตื่น คนนี้ชื่อว่า ปังปอน เพื่อนผมเองแหละ ไม่คิดแฮะว่าจะมากับเค้าด้วย ผมมองซ้ายมองขวาสำรวจหาของ เฮ้อ !! โล่งอกไป ดีที่กระเป๋าเวทของผมมันมีขนาดพอๆ กับกระเป๋าพกสะพายข้าง มันเลยไม่สะดุดตาเจ้าพวกนั้นเท่าไหร่

“เอ็งจะเอามีดยังไง มือถูกมัดนะเว้ย”

“-..- รู้หรือเปล่าว่าขณะที่เอ็งหลับเป็นตายเขานั่งแก้เชือกตัวเองจนหลุดแล้ว อยู่ไหน เร็วๆ เข้า”

“อยู่ในกระเป๋า” ผมบอกพลางขยับแขนให้กระเป๋าพกของผมโผล่ออกมาจนด้านหลัง พวกโจรสลัดกำลังพยายามฉุดกระชากลากถูพวกผู้หญิงขึ้นเรือของมัน

“ของเยอะชิป” มันยังจะบ่นอีก

“เร็วเหอะน่า”

“เออๆ เจอแล้ว” ปอนหยิบได้มีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาปาดเชือกให้ผมจนขาด ก่อนที่จะจัดการตัดเชือกให้คนอื่นๆ จนหมดทุกคน

“มีใครพอจะใช้สกิลได้บ้างครับ”  ปอนถามเบาๆ ขณะที่ผมกำลังดูต้นทางอยู่ แต่ทุกคนกลับส่ายหัว

“=_=^ ให้มันได้อย่างนี้สิ”

ปังปอนมีสีหน้าเซ็งจัด ผมจึงรู้โดยสัญชาตญาณเลยว่าทุกคนที่นี่ไม่ใครใช้กิลเป็นเลย

“เอาไงดีปอน” ผมถาม

“เราจะให้พวกมันขนพวกผู้หญิงไปไม่ได้ เพราะเมื่อพวกมันขนของเสร็จพวกมันต้องหันมาฆ่าพวกเราแน่ๆ”

“แต่ ...”

“สละเรือ”

แอร๊กกกกกกกก O[]o ++ ผมกับปอนยังคุยกันไม่ทันเสร็จไอ้พวกที่ปอนแก้เชือกให้มันก็แหกปากซะลั่นว่าสละเรือแล้วก็พากันกระโดดน้ำหนีหายไปกันหมดเลย

“TT^TT คนเลว” ผมเองแหละที่ตะโกนด่าตามไปน่ะ

“พวกแกกกกกกกกกกกกกก”

ฉึบ !!

คมดาบซามูไรฟาดลงมาตรงกลางวง ปังปอนถีบผมกระเด็นไปอีกทางเพื่อหลบคมดาบ ขอบใจนะ แต่ทำไมต้องถีบเขาด้วยอ่า TT^TT ฮื่อๆ จุกนะเว้ย !!

“ดาบของเขา” ปังปอนบ่นงึมงำแต่ก็ยังคงกุมมีดสั้นเตรียมสู้

ผมที่พยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนมามองซ้ายมองขวาต้องหาทางรอดก่อน ในบิ๊กแบ็กของผมมีมีดสั้นสองเล่ม ไม้พลองหกด้าม ดาบจีนอีกสองเล่ม แล้วก็ของใช้ส่วนตัวอีก

“เอ็งพอจะใช้กิลได้มั้ย”

-*- เสียใจนะปังปอนเขาพึ่งได้กิลมาวันนี้นี่แหละ แงๆ

“เขาใช้กิลในการโจมตีไม่ได้ แต่พอจะสู้ได้บ้าง”

“ดี”

สั้นๆ แค่เนี้ย ตอบว่าดีแค่นี้เหรอ? แต่ยังไงเราก็ต้องหาทางรอดเอาไว้ก่อน พวกสาวๆ กับโจรสลัดส่วนหนึ่งยืนดูอยู่บนเรือของพวกมันอย่างลุ้นระทึกว่าไอ้ผู้ชายหัวโตๆ ร่างล่ำๆ ปากใหญ่ๆ ที่ยืนอยู่จะฆ่าปังปอนได้หรือไม่ ? ส่วนผมก็พยายามระดมหัวสมองหาทางออกที่ดีที่สุด แต่ผมก็ไม่รู้ว่าปังปอนใช้สกิลแบบไหนอ่า เลยวางแผนไม่ถูก

เฉ้ง !! เฉ้ง !!

ศัตรูพุ่งหมายจะกระซวกไส้ปังปอนให้ทะลัก แต่ว่าหมอนั่นก็ยังคงใช้มีดสั้นได้อย่างเชี่ยวชาญ -..- แสดงว่าหมอนั่นเก่งกว่าเรางั้นเหรอ ?

“หยุด”

ผมโผลงขึ้นในที่สุด พอจะมีแผนการดีๆ อยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ดีอะไร อันดับแรกต้องทำให้พวกนั้นเชื่อใจเราเสียก่อน และต้องรู้ให้ได้ว่าปังปอนให้สกิลอะไร เราจะได้วางแผนการถูก

“มีปัญหาอะไร” ถามพลางมองหน้า

“ผมรู้นะว่าพวกคุณน่ะคุมน่านน้ำแถบนี้หมดแล้ว คุณทั้งเก่งและกล้าหาญ เป็นโจรสลัดที่ทางการวางค่าหัวสูงมาก และเป็นโจรสลัดที่ยากที่จะต่อกร ...”

ศัตรูหยุดฟังคำสรรเสริญจากผม ผมเดินไปหาปังปอนช้าๆ พยายามทำให้เหมือนกับการแสดงในสถานการณ์ที่ตังเองถือไพ่เหนือกว่า

“แล้วไง” ถามอยางกระชับดาบแน่น

“ดูจากความมีสง่างามของคุณแล้วคุณต้องเป็นหัวหน้าโจรสลัดแน่ๆ ...”

“ฮ่าๆ แสดงว่าแกต้องเป็นคนที่ฉลาดพอดูเลยนะไอ้หนู ช่าย ฉันนี้แหละหัวหน้าโจรสลัดธงปลาดุกล่ะ”

-_- โจรสลัดปลาดุกเหรอ ? เจ้าพวกนี้บ้าหรือไม่เต็มบาทกันแน่เนี่ย

“ถึงพวกเราจะต่อต้านยังไง เราก็ไม่มีทางชนะพวกคุณหรอก แต่อย่างน้อยขอให้พวกเราได้แสดงถึงความพยายามได้หรือเปล่า หากพวกเราแพ้เราสองคนจะไปเป็นลูกน้องของคุณตลอดกาล แต่ถ้าหากพวกเราชนะละก็พวกคุณต้องปล่อยพวกเรากับพวกผู้หญิงไป คุณโจรสลัดผู้ยิ่งใหญ่โปรดรับคำด้วยครับ”

ผมเอ่ยพลางก้มหัวให้ต่ำที่สุด เหล่าลูกน้องของพวกโจรสลัดปลาดุกต่างโห่ร้องสรรเสริญมากมาย ตัวหัวหน้าเลยจำเป็นต้องรับคำท้าจากผม

“ฉันรับปาก”

เฮ่ !!

เสียงโห่ร้องมากมายดังก้อง พวกนี้แต่งตัวได้น่าเกลียดมาก เจ้าหัวหน้าอ้วนจนพุงพลุ้ย แต่สวมเสื้อเปิดหน้าอก กับกางเกงขายาวรัดติ้ว รองเท้าไม้สวม แต่กลับสวมหมวกโจรสลัดสีดำแล้วปิดตาข้างนึงอีก ไม่น่ากลัวหรอก แต่น่าเกลียดมากกว่า เหอะ ที่แท้ก็เป็นพวกบ้ายอนี่เอง - -

“งั้นเราขอตกลงกันสองนาทีว่าจะให้ใครสู้”

“เชิญ แต่ถ้าตุกติกละก็ฉันจะฆ่าพวกแกซะ” ตวาดลั่น

“ขอรับเจ้านาย” ผมประชด

ผมลากปังปอนออกมาจากที่นั่นพลางรีบบอกเป้าหมาย

“เอ็งใช่สกิลได้ใช่มั้ย” ผมถาม

“ใช้น่ะใช้ได้ แต่เขาใช้สกิลของนักดาบซามูไร เขาจะใช้ทักษะนี้ได้ต่อเมื่อถือดาบซามูไรเท่านั้น เราต้องแย่งดาบเล่มนั้นมา ถึงจะมีโอกาสรอด เพราะดูท่าว่าไอ้พวกนี้ไม่น่าจะใช้สกิลได้”

“ได้ แต่ว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจรหรอกนะเว้ย” ปังปอนเตือนผม

“เขารู้ปอน แต่ว่าเราเล่นกับตัวหัวหน้าอยู่นะ แล้วดูท่าว่ามันจะใช้สกิลไม่ได้ด้วย ถ้าเราเก็บตัวหัวหน้าได้พวกที่เหลือต้องยอมจำนนเองนั่นแหละน่า” ผมอธิบาย

“พูดได้ดีนี่นา เฮ้อ !! การเดินทางวันแรกก็เจอเรื่องบ้าบอๆ แล้วอ่า จะรอดมั้ยเนี่ย”

“รอดดิ แผนการมีอยู่ว่า ...”

แผนการที่ 1 เราต้องหาทางออกจากการต่อสู้ที่ลดการสูญเสียที่สุด และผมต้องรู้ว่าปังปอนใช่สกิลแบบไหน

แผนการที่ 2 เมื่อรู้แล้วว่าปังปอนใช้สกิลแบบไหนแล้ว เราต้องจัดการแย่งดาบซามูไรเล่มนั้นมาให้ได้

แผนการสุดท้าย ให้ปังปอนใช้สกิลโจมตีเฉียบพลัน จบ...

ผมอธิบายแผนการคร่าวๆ ให้กับปังปอนฟัง หมอนั่นรับฟังอย่างเข้าใจ ผมให้หมอนั่นรอไปก่อน ก่อนที่ผมจะเดินออกไปประจันหน้ากับหัวหน้าโจรสลัด

“เนื่องด้วยพวกเรายังเป็นเด็กอยู่ คุณคงไม่ขัดเคืองถ้าจะให้พวกเราสู้กับคุณโดย 2 ต่อ 1 นะ แต่ไม่เป็นไรพวกเราไม่โกงคุณหรอก เพราะว่า เราจะสู้กันสองรอบ รอบละ 1 ต่อ 1 คุณตกลงใช่ไหมครับท่านราชาโจรสลัด”

“ราชา ราชา ราชา ...” มีเสียงร้องสรรเสริญเยินยอมากมายเมื่อผมพูดว่าราชา

เจ้าหัวหน้าโจรยิ้ม แล้วจึงตอบตกลง

“ตกลง”

“งั้นในรอบแรกผมจะขอสู้ก่อนนะครับ”

ว่าแล้วผมก็รีบดึงไม้พลองออกมาจากบิ๊กแบ็ก อย่างที่บอก ตระกูลของผมเป็นตระกูลของคนจีน คุณตาของผมจึงสอนพลองเส้าหลินให้ ถึงจะไม่เก่งมากแต่ก็พอจะใช้ท่าที่ปลดอาวุธศัตรูได้ อ้อ !! สงสัยสิท่าว่าผมแต่งตัวยังไง บอกเลยแล้วกัน ^_^ ผมสวมเสื้อแขนยาวผ้าแพร่กับกางเกงขาก๊วยผ้าแพรเหมือนที่คนจีนสวมเปี๊ยบ ส่วนปังปอนน่ะนะ แต่งตัวดีแบบว่าเด็กสมัยใหม่เท่ระเบิดไปเลยล่ะ

“ฮึบ !! ฮ่า”

ผมควงไม้พลองสองสามครั้งก่อนที่จะประจันหน้ากับเจ้าตัวหัวหน้า หมอนั่นหัวเราะร่อในขณะที่ผมพึ่งเข้าใส่ ผมฟาดไม้พลองใส่เขา แต่เขาก็ใช้ดาบซามูไรของปังปอนฟันมันอย่างแรง แต่เสียใจด้วยนะ ...

ป๊อก !!

“เสียใจด้วยนะ ไม่ไผ่จีนมีความยืดหยุ่นสูง ใช้แรงมากอย่างนั้นมันไม่ขาดหรอก ย่า ...”

ผมยังคงพุ่งเข้าฟาดไม่ยั้ง ทั้งกระบวนท่ารุกและรับของผมทำให้ศัตรูโมโห ผมแต่พยายามจะโจมตีที่ข้อมือเพื่อปลดอาวุธเท่านั้น ศัตรูเองก็แกว่งดาบมั่วซั่วจนน่ากลัว และผมก็มองเห็นโอกาส ผมเอาปลายไม้พลองตีเข้าที่เท้าซ้ายของหมอนั่นก่อนที่จะเตะข้อพับขาของหมอนั่น หมอนั่นคุกเข่าลงและใช้ดาบซามูไรแทงยันพื้นเอาไว้ ผมจึงใช้ไม้พลองหมายจะฟาดหัวหมอนั่นซ้ำ แต่ว่าสายตาแบบนั้นทำให้ผมต้องตกใจ

ฟึบ !!

ศัตรูปล่อยดาบแล้วกระโดดหลบไปทางด้านหลังได้ เขาเลือกที่จะเสียอาวุธมากกว่าเลือกที่จะเจ็บตัว

“ฮ่าๆ รุกได้ดีไอ้หนู แต่ว่าดาบเล่มนั้นมันไม่ถนัดมือฉันเลยรับมือกับแกได้ยาก ...” ว่าแล้วลูกน้องก็โยนอะไรบางอย่างมาให้ และเมื่อผมเห็นเข้าถนัดตาก็รู้ว่ามันคือค้อนเหล็กขนาดใหญ่มากเหมาะที่จะใช้ทุบถนนครั้งเดียวให้มันพังย่อยยับไปกับตา

“... อันนี้ค่อยดีหน่อย”

ปึง !! ปึ้ง !!

ผมดึงดาบขึ้นมาแล้วโยนให้ปังปอน ตอนนี้ผมหมดหน้าที่แล้ว แต่ว่าศัตรูก็ยังคงวิ่งไล่ทุบหัวผมอยู่ เป็นพวกใช้แรงไม่ใช่สมองสินะไอ้พวกนี้

“หมดหน้าที่ผมแล้ว ปังปอน”

“เอ๊ะ” ศัตรูดูงงๆ เล็กน้อยที่ผมก็กระโดดหลบไปอยู่ข้างหลังปังปอน

ปังปอนกุมดาบซามูไรแน่น รอบกายเขามีพลังบางอย่างแผ่ออกมา มันเป็นสีเหลืองน้อยๆ

“เพลงดาบซามูไร สายฟ้าเฉียบคม”

“O_o เร็วมาก”

ผมมองแทบไม่ทัน ปังปอนใช้สกิลได้เก่งทีเดียวเพียงพริบตาปังปอนก็พุ่งไปถึงตัวศัตรูแล้วฟันฉึบเข้าที่กลางหลังของศัตรูอย่างว่องไว ที่ดาบซามูไรเล่มนั้นมีไฟฟ้าสถิตอยู่ด้วย ปังปอนน่าจะใช้สกิลของดาบซามูไรประเภทสายฟ้าแน่ๆ

“เฮือก”

ศัตรูเลือดพุ่งลงไปนอนกองอยู่กับพื้น ร่างกายของมันสั่นระริก ตาเหลือกค้าง และพูดอะไรไม่ออก

“กัปตัน”

พวกลูกน้องเตรียมแห่ลงมาช่วย แต่พอมองเห็นสายตาของปังปอนแล้วเจ้าพวกนั้นถึงกับนิ่งไม่กล้าขยับไปไหน

“ไม่ถึงตายหรอกน่า แค่บาดเจ็บสาหัส ส่งพวกผู้หญิงมาแล้วมารับกัปตันของพวกแกไป ไม่อย่างนั้น ...” ปังปอนจ่อปลายดาบไปที่คอของศัตรูที่นอนแน่นิ่งอยู่ “... ความจริงฉันฟันหัวหลุดเลยก็ได้ แต่นี่เมตตานะ คืนของและผู้หญิงมาแล้วก็ไสหัวไปซะ ให้ไว”

ปังปอนตะคอก แล้วก็เหมือนกับว่าเขาเป็นกัปตันโจรสลัดยังไงอย่างงั้นเลย พวกลูกน้องพวกนั้นรีบทำตามอย่างรวดเร็วลางส่งพวกผู้หญิงมาด้วย และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ปังปอนก็ส่งตัวของกัปตันโจรสลัดปลาดุกให้พวกลูกน้องโจรสลัดเหล่านั้นไป

“ดาบของฉันมีไฟฟ้าสถิตอยู่ ตอนโดนตอนแรกจะไม่เจ็บเพราะมันจะชา แต่พอทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงเจ็บปางตายเลย รีบไสหัวไปหาที่รักษาซะไป๊”

“ครับๆ จะไม่มาให้เห็นหน้าอีกครับ”

“ไปเซ่” ปังปอนตวาด

- _ - แหม๋ !! ทำเป็นเข้มนะปอน

ผู้หญิงก็ครบ ของก็น่าจะครบ แต่พวกผู้ชายบนเรือกลับหนีหายหมดด้วยเรือฉุกเฉินหมดแล้ว ชิ !! พวกคนเลว

“เอาล่ะ พอจะมีคนคุมเรือได้หรือเปล่าครับ”

“ฉันบังคับได้ค่ะ”

“เชิญเลย” ปังปอนผายมือไปที่พังงาเรือให้สาวสวยคนนั้นไปบังคับพังงา

 

15.01.2555 วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

เฮ้อ !! วันนี้ก็จบลงอย่างทุลักทุเลนะ แต่ก็ผ่านไปด้วยดีนะปอนนะ^^